ใจสั่นตื่นกลัวแบบไม่มีเหตุผล

“โรคแพนิค” เป็นหนึ่งในโรคจิตเวชที่พบบ่อยในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในวัฒนธรรมการทำงานที่มีความเครียดและความกดดันสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคแพนิคก่อตัวขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว การรู้จักและเข้าใจโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ วันนี้ Bluzone จึงชวนทุกคนมาทำความรู้จักโรคนี้กันให้มากขึ้นค่ะ

โรคแพนิคคืออะไร? มีอาการอย่างไร?

โรคแพนิค (Panic Disorder) คือภาวะที่เกิดการตื่นตระหนกหรือกลัวอย่างรุนแรงโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้มักจะมีอาการแพนิคแอทแท็ค (Panic Attacks) ซึ่งเป็นอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรงโดยไม่ได้เผชิญหน้าหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายใดๆ ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น

  • ใจสั่น ใจเต้นแรง แน่นหน้าอก

  • เหงื่อออกมาก หนาวๆ ร้อนๆ

  • หายใจถี่ หายใจตื้น หายใจไม่อิ่ม

  • วิงเวียนโคลงเคลง ตัวลอย คล้ายจะเป็นลม

  • รู้สึกกลัวไปหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะกลัวตาย

  • รู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวว่าตัวเองจะเสียสติ

  • กลัวและกังวลว่าอาการจะเกิดขึ้นอีกอยู่ตลอด

อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดโดยไม่เลือกสถานที่และเวลา ส่งผลให้ผู้ป่วยมักรู้สึกกลัวหรือละอายใจ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมตัวเองหรือดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น เกิดอาการในสถานที่ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในขณะขับรถ ซึ่งก็อาจก่อให้เกิดอันตรายขณะขับขี่ได้ง่าย

อาการแพนิคเกิดได้อย่างไร?

อาการแพนิคเกิดจากการที่ฮอร์โมนลดกะทันหันในร่างกาย ทำให้สารสื่อในสมองผิดปกติคล้ายกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้ระบบประสาททำงานผิดพลาด สมองรวน และทำให้สมองหลั่งสารตื่นตระหนกออกมา หลังจากอาการแพนิคสงบลง ก็มักจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง และกังวลว่าอาการจะกลับมากำเริบอีก โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ป่วยเป็นโรคแพนิคได้ดังต่อไปนี้ค่ะ:

  • มีประสบการณ์ที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง

  • การใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดและจริงจังเกินไป

  • อยู่ในสภาวะที่กดดันหรือมีความเครียดสะสม

  • ทำงานหนัก อยู่กับหน้าจอเป็นเวลานานๆ

  • นอนน้อย การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

  • ขาดการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ

  • มีกรรมพันธุ์ในญาติหรือครอบครัว

แนวทางรับมือกับอาการแพนิค
  1. เข้าใจว่าโรคแพนิคนั้นไม่อันตราย ไม่ทำให้ป่วยตายหรือเป็นโรคร้ายแรงแต่อย่างใด เพียงแค่ทำให้เกิดความกังวลใจเท่านั้น และเข้าใจว่าอาการนี้อยู่ได้ไม่นานก็จะหายไปเอง

  2. ฝึกการรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ฝึกสติในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อเกิดอาการแพนิคก็ให้หันมาจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ ให้สังเกตอาการทางกายที่เกิดขึ้น จนกระทั่งอาการหายไปได้เองในที่สุด

  3. ในบางกรณี อาการแพนิคจะเกิดขึ้นในเวลาหรือสถานการณ์เดิมๆ จนเริ่มคาดเดาได้ ก็ให้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น อยู่ในพื้นที่แออัด หรือหากมีอาการในขณะขับรถ ก็ควรหยุดจอดจนกว่าอาการจะดีขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

  4. ลดหรืองดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม โดยปกติคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ดังนั้น ในผู้ที่เป็นโรคแพนิกหากบริโภคคาเฟอีนอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ทำให้มีอาการกำเริบขึ้นได้

  5. แต่หากไม่สามารถจัดการอาการแพนิคที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง ก็ควรเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

โรคแพนิคนั้นถึงแม้จะไม่อันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง อย่าปล่อยเอาไว้เนื่องจากอาจพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าตามมาก็เป็นได้ หากสงสัยว่าตนเองหรือคนรอบข้างป่วยเป็นโรคนี้ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาสาเหตุ เพื่อให้เรากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และไม่ต้องกังวลใจกับอาการเช่นนี้อีกนะคะ