10 สัญญาณเตือนว่า "สุขภาพจิต" ของคุณกำลังแย่ลง
หากใครมีอาการ 1 ใน 10 ข้อนี้หรือมากกว่า ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจนะคะ
"สุขภาพจิต" เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเทียบเท่ากับสุขภาพกาย เพราะเมื่อเกิดปัญหาแล้วก็อาจส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม และอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน การเรียน ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิต และทำให้รู้สึกไม่มีความสุขในชีวิตได้ค่ะ Bluzone จึงอยากชวนทุกคนมาสังเกตถึงความผิดปกติของสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว
1. เริ่มหมดความสนใจในสิ่งรอบตัว
หากคุณอยู่ๆ ก็ไม่อยากทำสิ่งที่เคยชอบทำ ไม่อยากออกไปใช้ชีวิตตามปกติ รวมถึงไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่อยากทำแม้กระทั่งอาบน้ำ แปรงฟัน หรือแต่งตัว เบื่ออาหาร ไม่อยากกินอะไรเลย (หรือบ้างก็กินมากเกินปกติ) ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต ไม่สนใจเรื่องราวใดๆ ในโลก นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของสุขภาพจิตที่บ่งบอกได้ถึงภาวะซึมเศร้าค่ะ
2. มีอาการทางกายที่หาสาเหตุไม่ได้
หากคุณมีอาการเจ็บป่วยทางกายแบบหาสาเหตุไม่ได้ เช่น ปวดหลัง ปวดหัวแบบไม่มีสาเหตุ ปวดท้อง ท้องอืด หรือเป็นโรคกระเพาะแบบเฉียบพลัน ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หัวใจเต้นเร็วขึ้น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ทั้งหมดนี้คือภาษาร่างกายแห่งความเครียด (body language of stress) ที่มาจากสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ลงค่ะ
3. เก็บตัวมากขึ้น ไม่อยากเข้าสังคม
หากคุณมีพฤติกรรมอยากแยกตัวออกจากสังคม เก็บตัวอยู่คนเดียว ไม่อยากพบปะพูดคุยกับใคร การพูดคุยทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยหรือประหม่า นั่นอาจเป็นสัญญาณของสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ลงค่ะ จากการศึกษาพบว่าคนที่มีภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม (Social Isolation) มักเสี่ยงต่อความเครียดเรื้อรังสะสม จนนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ค่ะ
4. นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เป็นเวลา
หากคุณมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ เช่น นอนหลับยาก หลับไม่สนิท นอนไม่หลับ หรืออาจนอนมากเกินปกติ ติดต่อกันนานเกินสองสัปดาห์ หรือเป็นเดือนจนกระทบกับการใช้ชีวิต อาการเหล่านี้อาจเกิดได้จากความเครียดสะสม ยิ่งหากสมองไม่ได้รับการพักผ่อนเท่าที่ควร ก็จะส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและจิตใจในระยะยาวได้ค่ะ
5. เหนื่อยง่าย ตั้งแต่ยังไม่ทันทำอะไร
หากคุณรู้สึกเหนื่อยง่าย ทำอะไรก็เหมือนไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง จนส่งผลต่อการทำงานและชีวิตประจำวันให้แย่ลงไปด้วย จากการศึกษาพบว่า ความอ่อนล้านี้อาจเกิดจากภาวะเครียดเป็นระยะเวลานานๆ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือไม่รู้จักปล่อยวางภาระความรับผิดชอบลงบ้าง สุดท้ายจิตใจก็จะเริ่มเกิดความอ่อนล้าสะสมจนส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ค่ะ
6. วิตกกังวลและหวาดระแวงมากขึ้น
หากคุณมักจะคิดกังวลตลอดเวลา มักใส่ใจคำพูดของคนอื่นและเก็บมาคิดมาก สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย คิดว่าตนเองเป็นภาระ ท้อแท้ตำหนิตัวเอง เห็นแต่ข้อผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งอาจส่งผลต่อการแสดงออกของร่างกาย เช่น มือสั่น ชอบเขย่าขา หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจตื้นและเร็วขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรควิตกกังวลหรือโรคแพนิคค่ะ
7. อารมณ์แปรปรวนและสวิงไปมา
หากคุณมีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รวดเร็วจนผิดปกติ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็เศร้าสลับไปมา หรืออยู่ๆ ก็ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล หากมีอารมณ์แปรปรวนเล็กน้อยและชั่วครั้งชั่วคราวก็ยังไม่เป็นไรค่ะ แต่ถ้าหากอารมณ์ค่อนข้างรุนแรงและตรงข้ามกันสุดขั้ว จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการไบโพลาห์ค่ะ
8. โฟกัสอยู่กับอะไรนานๆ ไม่ค่อยได้
หากคุณอยู่ๆ ก็ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ต้องทำได้ตามปกติ ความคิดวอกแวกไปมา หากมีสิ่งเร้าใดๆ เพียงเล็กน้อยก็ดึงความสนใจไปจากสิ่งที่ทำอยู่ทันที รวมถึงความสามารถในการคิดอ่านลดลง เริ่มตัดสินใจในเรื่องธรรมดาๆ ไม่ค่อยได้ รวมทั้งมีอาการขี้หลงขี้ลืม อะไรที่ควรจดจำได้ก็กลับจำไม่ได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณของสมาธิสั้นได้ค่ะ
9. ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ คุมความต้องการไม่ได้
หากคุณมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น พูดเร็ว ทำเร็ว รวมถึงใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายโดยไม่ยั้งคิด ซื้อสินค้าที่ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ เพียงเพื่อสนองความอยาก บ้างก็มีพฤติกรรมออกไปท่องเที่ยวสังสรรค์กลางคืน ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่มากขึ้น หรืออาจหันไปพึ่งพายาเสพติด จนสูญเสียทั้งเงินทองและสุขภาพกายและสุขภาพจิตไปพร้อมๆ กันได้ค่ะ
10. ยากที่จะทำใจให้สงบผ่อนคลาย
หากคุณพยายามทำจิตใจให้สงบ เช่น ทำงานอดิเรกต่างๆ ดูทีวี ฟังเพลง หรือสวดมนต์ทำสมาธิก่อนเข้านอน เพื่อหวังว่าจิตใจจะสงบลงมาได้ แต่กลับพบว่าจิตใจยังฟุ้งซ่าน คิดนู่นนี่ไปเรื่อย หักห้ามใจไม่ให้เลิกคิดได้ ไม่สามารถทำใจให้สงบและเป็นสมาธิได้ ซึ่งก็อาจส่งผลต่อคุณภาพการทำงานและการนอนหลับด้วยเช่นกันค่ะ
ลองเช็คตัวเองกันดูนะคะ หากคุณมีอาการ 1 ใน 10 ข้อนี้ หรือมีหลายอาการร่วมกัน ก็เป็นไปได้ว่าอาจไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวน หรืออาการทางใจทั่วๆ ไป แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล และความช่วยเหลือนั้นก็อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมค่ะ ขอเพียงลองเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว เพื่อน หรือคนที่คุณไว้ใจ และลองไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องตามกระบวนการ เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขอีกครั้งนะคะ
อ้างอิง:
https://bit.ly/3oPYzX5
https://bit.ly/3HRNTPk
https://bit.ly/3BoimSt
https://bit.ly/3LzdgaV